รมว.เกษตรฯตั้งกรรมการสอบเอาผิดทางวินัยราชการทุจริตวัคซีน 1 ล้านโดส

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยข้าราชการกรมปศุสัตว์ 5 คน ทุจริตจัดซื้อวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าปี 2559 ไม่มีใบรับรองอย.และวัคซีนไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อพิษสุนัขบ้า

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงาน Meet the Press ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ว่า หลังจากได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จริงกรณีการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าของกรมปศุสัตว์ได้ผลสรุป พบว่า มีการตรวจรับวัคซีน 1 ล้านโดส ในปี 2559 ไม่มีใบรับรองอย. เพราะเมื่อไปฉีดในสัตว์เลี้ยงไม่พบว่าปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อพิษสุนัขบ้า จึงตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดทางวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 คนเป็นข้าราชการระดับปฏิบัติการ

ส่วนกรณีมีการระบุว่า ภรรยาผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซื้อขายวัคซีนผิดกฎหมายนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ยังไม่สามารถเอาผิดได้ แต่หากใครมีข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมแจ้งมาให้พิจารณาได้ นอกจากนี้กรมกรมปศุสัตว์ได้แบ่งสัดส่วนการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์เลี้ยงเร่ร่อน 1 ล้านตัว ส่วนอีก 9 ล้านตัวเป็นสัตว์เลี้ยงมีเจ้าของ เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ

ส่วนกรณีนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ หลังจากได้เจรจากับสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ได้แจ้งกับสหรัฐรับทราบว่าไทยยอมรับข้อกำหนดของสหรัฐเกี่ยวกับมาตรฐานโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) ของสหรัฐ เกี่ยวกับสารเร่งเนื้อแดง แต่พฤติกรรมการบริโภคสุกรของคนไทยไม่เหมือนกับสหรัฐ เพราะรับประทานทั้งเครื่องในและส่วนต่าง ๆ เพื่อประกอบอาหารหลากหลาย ทั้งลาบ ต้มยำเครื่องใน จึงเสนอตั้งคณะกรรมการร่วมทำการวิจัยพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยร่วมกันระหว่างไทย-สหรัฐ เพื่อรอผลศึกษา 1 ปี ก่อนพิจารณาข้อเสนอนำเข้าสุกรจากสหรัฐ

นายกฤษฎา กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยนิยมแข้มแข็ง โครงการด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรกว่า 24,000 ล้านบาทตามแนวทางประชารัฐ ว่า ขณะนี้กำหนดให้ประชาคมในหมู่บ้านเพื่อเลือกโครงการมาดำเนินการในชุมชน โดยมีตัวแทนชาวบ้าน 2 คนมาช่วยตรวจรับงาน และทำหนังสือถือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสตง. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือปปท. มาช่วยตรวจสอบโครงการ เพื่อปรับมิติทำงานใหม่ ไม่ใช่โครงการเบิกจ่ายแล้วเสร็จแล้วมาตรวจภายหลังเพื่อหาความผิด ยอมรับว่าการพัฒนา อบรม ชาวบ้านจะได้รับเงินค่าอบรม 600 บาทต่อวัน หรือ 1,200 บาทต่อรายในช่วง 2 วัน และยังได้ค่าแรงขุดล่องน้ำ ชลประทาน จำนวนเป้าหมาย 2.3 ล้านคน เพื่อให้เงินกระจายลงสู่ชุมชน